
ตกงาน ตกงาน ตกงาน!! หนี้บ้านก็ต้องจ่าย จะทำอย่างไรดี?
ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงนี้ เรามักจะเห็นข่าวการเลิกจ้างพนักงานกันอยู่บ่อยๆ อันเนื่องมาจากพิษเศรษฐกิจ ที่ทำให้บริษัทหลายๆ เจ้าขับเคลื่อนไปได้ช้า หยุดนิ่ง และปิดตัวลง การเลิกจ้างพนักงานก็เป็นผลมาจากสาเหตุนั้น แต่เราเคยสงสัยไหมว่า ถ้าหากเหล่าคนที่ตกงานนั้นกำลังมีภาระหนี้ผ่อนชำระบ้าน หรือคอนโดต่างๆ แล้วเค้าจะทำกันอย่างไร??
วันนี้เราก็จะมาแนะนำวิธีจัดการกับภาระหนี้บ้านยามเมื่อเราตกงาน!! แต่ขอแนะนำก่อนว่าเราควรรักษาประวัติเครดิตทางการเงินให้ดีอยู่ตลอดก่อนการจัดการต่างๆ ก็จะสามารถเจรจาและหาวิธีได้ง่ายขึ้น ทีนี้ก็ไปดูกันได้เลยครับ ว่าเราสามารถทำอะไรกันได้บ้าง

✔️ หากรู้ว่ากำลังจะตกงาน หรือตกงานแล้ว เริ่มจัดการที่ตัวเองก่อน
สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีหากตกงาน คือการลงทะเบียนผู้ว่างงานกับประกันสังคมเพื่อรับเงินชดเชยรายเดือน เพราะระยะเวลาการลงทะเบียนนั้นจะต้องดำเนินการภายใน 30 วันหลังจากตกงานเท่านั้น จึงถือเป็นสิ่งแรก ที่ควรจะต้องทำเมื่อตกงาน โดยผู้ที่ได้รับสิทธินั้นจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และต้องตกงานโดยไม่มีความผิดตามกฎหมาย เช่น ลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือหมดสัญญาจ้าง โดยต้องสามารถไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานอย่างน้อยที่สุดเดือนละ 1 ครั้ง
ส่วนสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับนั้นก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณีการว่างงาน ในกรณีการถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินชดเชยการว่างงานเป็นระยะเวลาไม่เกินปีละ 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน)
ส่วนในกรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงินทดแทนเป็นระยะเวลาไม่เกินปีละ 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน)
ที่กล่าวมาก็เป็นการรักษาสิทธิหลังจากที่เรานั้นตกงาน ที่อย่างน้อยเราก็จะได้มีเงินช่วยสักก้อน ในระหว่างที่เรานั้นกำลังหางานใหม่

✔️ จัดการเรื่องส่วนตัวไปแล้ว ก็มาดูหนี้ก้อนใหญ่ อย่างการผ่อนบ้าน คอนโด
แน่นอนว่าการผ่อนบ้าน หรือคอนโดนั้น เป็นภาระก้อนโตและมีระยะเวลาที่ยาวนานมากกว่า 10 ปี ขึ้นไป ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาเรากำ็ควรรู้จักวิธีจัดการปัญหาในส่วนนี้ เริ่มแรกเราต้องติดต่อธนาคารตั้งแต่เนิ่นๆ ในตอนที่เรายังเป็นลูกหนี้ที่ดีกับธนาคารอยู่ เพราะการพูดคุยเจรจาต่างๆ จะทำได้ง่าย ประวัติของเราที่จะแสดงก็จะไม่ต้องกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งเมื่อเราติดต่อไปที่ธนาคารแล้วธนาคารก็จะมีทางเลือกให้เรา 3 ทางเลือก เป็นอะไรบ้างมาดูกัน

📉 การปรับลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละเดือน
สำหรับวิธีแรกนี้ จะเป็นการลดเงินที่ต้องผ่อนลง เช่น จากเดิมที่เราต้องผ่อนบ้านเดือนละ 18,000 บาท ก็จะเหลือประมาณเดือนละ 10,500 บาท ระยะเวลาสูงสุดได้ไม่เกิน 2 ปี ซึ่งก็แล้วแต่ธนาคารจะอนุมัติมาให้เราอาจจะเป็น 1 ปี หรือ 2 ปี ก็ว่ากันไป วิธีนี้เราจะไม่เสียประวัติเครดิต สถานะบัญชีของเราก็ยังเป็นบัญชีปกติเหมือนเดิม และพอพ้นระยะเวลา 1-2 ปี ที่ธนาคารปรับลดจำนวนเงินทีต้องผ่อนแต่ละเดือนไปแล้ว เราก็ต้องกลับไปผ่อนที่เดือนละ 18,000 บาทเหมือนเดิม

📈 การขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้
วิธีนี้จำนวนเงินที่ผ่อนแต่ละเดือนนั้น จะลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งของที่เราผ่อนเลยทีเดียว ตามตัวอย่างเดิมที่เราเคยผ่อนอยู่เดือนละ 18,000 บาท ก็อาจจลดลงเหลือเดือนละ 5,000-7,000 บาท เป็นระยะเวลา 1-2 ปี ซึ่งวิธีนี้ธนาคารก็อาจจะเข้ามาคุยกับเราว่าถ้าลดจำนวนเงินผ่อนให้เหลือเท่านี้ยังจะผ่อนไหวอยู่หรือเปล่า ถ้าธนาคารลดจำนวนเงินผ่อนในแต่ละเดือนให้เหลือเท่านี้แล้ว เรายังผ่อนไม่ไหวก็ต้องบอกธนาคารไปว่าเราสามารถผ่อนได้ที่จำนวนเท่าไร ถ้าไม่น้อยมากจนเกินไปธนาคารก็อาจจะลดลงให้ได้อีก แต่ด้วยวิธีนี้ประวัติเครดิตของเราจะถูกปรับเป็นบัญชีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งก็อาจจะมีผลต่อการขอสินเชื่อของเราในอนาคตได้

💲 การเสนอขายบ้านคืนให้ธนาคาร
สำหรับวิธีสุดท้าย ถ้าหากบ้านหลังนี้ไม่มีเราก็ยังมีที่อื่นให้อยู่ได้อีก หรือว่าตั้งใจขายแล้วก็ยังขายไม่ออกแถมโดนกดราคาอีกต่างหาก และพอขายได้ก็ยังต้องหาเงินมาใช้หนี้อีกถึงจะปิดบัญชีได้ ธนาคารก็อาจจะเสนอให้ขายบ้านคืนให้กับธนาคารได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นวิธีนี้ธนาคารจะซื้อบ้านคืนด้วยยอดหนี้ที่เราค้างอยู่กับธนาคาร เราจะไม่ได้ส่วนต่างที่เราผ่อนไปตั้งมากมายคืนเลย เช่น บ้านของเราราคา 3 ล้านบาท ผ่อนมาได้ 5 ปี เหลือเป็นหนี้ค้างอยู่กับธนาคารทั้งหมด 2.5 ล้านบาท ธนาคารก็จะรับซื้อคืนที่ 2.5 ล้านบาท เราก็จะไม่ได้เงิน 5 แสนที่เป็นส่วนต่างกลับมา แต่เราจะไม่มีภาระหนี้สินกับธนาคารอีกเลย อีกทั้งวิธีนี้ประวัติในเครดิตบูโรของเราก็จะถูกปรับเป็น บัญชีโอนหนี้คืนธนาคาร ซึ่งจะมีผลต่อการขอสินเชื่อในอนาคตได้เหมือนกัน
สุดท้ายสิ่งสำคัญที่เราควรมีที่สุด หลังจากที่ทรายว่าตกงาน คือ การมีสติ เพราะหากเราเครียด และตื่นตระหนก แน่นอนว่าเราย่อมไม่สามารถคิดหาทางออกได้ ดังนั้นการมีสติ และรวบรวมความคิดเพื่อแก้ไขปัญหา หาสิ่งที่เราควรทำก่อนเป็นอันดับแรก และแก้ไขไปทีละจุดเราก็จะสามารผ่านพ้นวิกฤตไปได้ครับ