สินเชื่อที่อยู่อาศัย

โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้านมักจะมีเงินเก็บออมส่วนหนึ่ง ซึ่งมักจะไม่เพียงพอที่จะซื้อบ้านได้ด้วยเงินสด ดังนั้น เงินที่ขาดจึงต้องอาศัยกู้เอาจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆแต่เนื่องจากสถาบันเหล่านี้มักจะให้กู้เพียงประมาณร้อยละ 70-80 ของราคาซื้อขาย หรือมูลค่าประเมินของบ้าน (พร้อมที่ดิน)

ประกาศอสังหาริมทรัพย์ใหม่ บ้าน บ้าน รายการล่าสุด บ้านเดี่ยว บ้านเดี่ยว รายการล่าสุด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์เฮ้าส์ รายการล่าสุด ทาวน์โฮม ทาวน์โฮม รายการล่าสุด คอนโด คอนโด รายการล่าสุด อาคารพาณิชย์ อาคารพาณิชย์ รายการล่าสุด อพาร์ทเม้นท์ อพาร์ทเม้นท์ รายการล่าสุด สำนักงาน สำนักงาน รายการล่าสุด โฮมออฟฟิศ โฮมออฟฟิศ รายการล่าสุด ธุรกิจ ธุรกิจ รายการล่าสุด โรงงาน โรงงาน รายการล่าสุด คลังสินค้า คลังสินค้า รายการล่าสุด โกดัง โกดัง รายการล่าสุด ที่ดิน ที่ดิน รายการล่าสุด ลงประกาศฟรี ผู้รับเหมา รายการล่าสุด ผู้รับเหมา ลงประกาศฟรี ผู้รับเหมา ข่าวประชาสัมพันธ์ รายการล่าสุด ข่าวประชาสัมพันธ์ พรีวิวโครงการใหม่ รายการล่าสุด พรีวิวโครงการใหม่ ตกแต่งที่อยู่อาศัย รายการล่าสุด ตกแต่งที่อยู่อาศัย สาระควรรู้ ที่อยู่อาศัย รายการล่าสุด สาระควรรู้ ที่อยู่อาศัย ฮวงจุ้ย ที่อยู่อาศัย รายการล่าสุด ฮวงจุ้ย ที่อยู่อาศัย สินเชื่อ ที่อยู่อาศัย รายการล่าสุด สินเชื่อ ที่อยู่อาศัย

ก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน ต้องประเมินตนเอง และความสามารถในการผ่อน มีอะไรบ้างมาดูกัน

โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้านมักจะมีเงินเก็บออมส่วนหนึ่ง ซึ่งมักจะไม่เพียงพอที่จะซื้อบ้านได้ด้วยเงินสด ดังนั้น เงินที่ขาดจึงต้องอาศัยกู้เอาจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆแต่เนื่องจากสถาบันเหล่านี้มักจะให้กู้เพียงประมาณร้อยละ 70-80 ของราคาซื้อขาย หรือมูลค่าประเมินของบ้าน (พร้อมที่ดิน)

ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านจะต้องมีเงินเก็บออมอย่างน้อยร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านจึงจะสามารถกู้เงินและซื้อบ้านได้ เงินที่เก็บออมร้อยละ 20-30 นี้เอง ที่ผู้ซื้อมักจะต้องจ่ายเป็น "เงินดาวน์" ในการซื้อบ้าน หากบ้านยังสร้างไม่เสร็จ เจ้าของโครงการมักจะให้เราผ่อนเป็นงวดๆได้ในเวลาประมาณ 5-18 เดือน ในการวางแผนการเงินเพื่อซื้อบ้าน คุณอาจเริ่มต้นจากวิธีใดวิธีหนึ่งใน 2 วิธี คือ

วิธีที่หนึ่ง คุณทราบราคาบ้านที่จะขาย นำมาคำนวณว่าจะซื้อและผ่อนได้หรือไม่ ? 

วิธีการนี้ เริ่มมาจากการที่มีผู้เสนอขายบ้านให้คุณ หรือคุณทราบ "ราคาบ้าน" ที่ประกาศขายว่าเป็นเงินเท่าใดแล้ว คุณมีข้อสงสัยว่าคุณมีเงินพอที่ซื้อหรือผ่อนบ้านนั้นได้หรือไม่ ในการประมาณการทางการเงิน คุณจะต้องเริ่ม โดยพิจารณาว่า คุณมีเงินเก็บออมหรือมีเงินดาวน์พอที่จะจ่ายให้กับเจ้าของโครงการหรือไม่ คุณต้องกู้เงินจาก ธนาคารในวงเงินสูงสุดได้เท่าใด และจะต้องผ่อนชำระเงินงวดเดือนละเท่าใด คุณสามารถผ่อนได้หรือไม่ 

ตัวอย่างเช่น หากคุณเล็งที่จะซื้อบ้านที่ราคาถูกประเภททาวน์เฮาส์ ขณะนี้ ราคาประมาณ 625,000 บาท หากธนาคารให้กู้ร้อยละ 80 ของราคาขาย นั่นหมายความว่าให้กู้ได้เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนที่เหลือคือ จำนวนเงิน 125,000 บาท คุณจะต้องมีเงินเก็บหรือต้องผ่อนดาวน์มาแล้ว ซึ่งอย่างน้อยที่สุดคือร้อยละ 20 ของ ราคาบ้านที่จะซื้อนั่นเอง การกู้เงินจำนวน 500,000 บาท หากคุณต้องผ่อนชำระนาน 20 ปี ก็จะต้องผ่อน ประมาณเดือนละ 3,728 บาท หากธนาคารคิดดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 ต่อปี (แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงกว่านี้ เงินงวด รายเดือนก็จะสูงตามไปด้วย) และหากกู้ระยะเวลาสั้นลงเท่าใด เงินงวดก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น เช่น หากเลือกกู้ นาน 15 ปี หรือ 10 ปี เงินงวดก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเดือนละ 4,356 บาท และ 5,677 ตามลำดับ 

เมื่อทราบจำนวนเงินที่จะต้องผ่อนเดือนละเท่านั้นเท่านี้แล้ว คุณก็ต้องมาประเมินดูว่าคุณมีรายได้เพียง พอที่จะผ่อนชำระเงินงวดได้ตลอดระยะเวลากู้หรือไม่ โดยหลักแล้ว หากคุณมีรายได้น้อย คุณก็ต้องเลือกผ่อนใน ระยะเวลาที่นานขึ้นอาจจะเป็นระยะ 20-25 ปี เพื่อให้เงินงวดที่จะผ่อนมีจำนวนลดลง ดังนั้น หากคุณสามารถ สะสมเงินมาดาวน์บ้านได้ประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านและสามารถผ่อนส่งเงินกู้ได้ตามเงินงวดที่ระบุ คุณก็จะสามารถซื้อบ้านหลังนั้นได้ สำหรับบ้านประเภทอื่น ต้องผ่อนดาวน์เท่าใด ต้องกู้เงินจำนวนเท่าใด ค่าผ่อน ชำระจะเป็นเท่าใด คุณอาจดูได้จากตารางที่เจ้าของโครงการ หรือที่ธนาคารจัดทำขึ้น หรืออาจดูได้จากหนังสือคู่มือการซื้อบ้านที่มักจะมีอัตราดอกเบี้ยและตารางอัตราการผ่อนชำ ระเงินงวดให้ผู้ซื้อพิจารณาได้ 

วิธีที่สอง คุณทราบรายได้ของคุณแล้วมาคำนวณว่าคุณจะซื้อบ้านได้แบบใด ในราคาใดได้บ้าง ?

ในกรณีที่คุณทราบ "รายได้" ของคุณว่ามีเท่าใด และอยากทราบว่ารายได้ดังกล่าวนั้น สามารถจะซื้อบ้าน ในระดับราคาประมาณเท่าใด คุณก็สามารถคิดคำนวณได้ไม่ยากตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท คุณอยากรู้ว่าธนาคารจะให้คุณกู้ได้ในวงเงินเท่าใด และจะซื้อบ้านในราคาประมาณเท่าใด 

 

วิธีการคำนวณคือ

1. คุณต้องประมาณการว่ารายได้ที่ตนมีอยู่นั้นสามารถกู้เงินจากธนาคารได้ในวงเงินเท่าใด หรือคุณสามารถจะผ่อนชำระหนี้ได้เดือนละเท่าใด

2. เมื่อทราบวงเงินกู้ ก็สามารถคำนวณราคาบ้านที่จะซื้อได้ โดยทั่วไป ธนาคารมักจะให้กู้ในวงเงินประมาณ 15-30 เท่าของรายได้โดยหากมีรายได้เป็นเงินเดือนประจำที่แน่นอน เช่น เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจหรือพนักงานบริษัทเอกชน ธนาคารอาจให้กู้ได้ 25 – 30 เท่า แต่หากประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอน ธนาคารอาจให้กู้ได้ไม่เกิน 20 เท่าของรายได้เฉลี่ยรายเดือนหักค่าใช้จ่ายแล้วเท่านั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ธนาคารจะให้กู้ในวงเงินสูงประมาณ 25 เท่าของรายได้

ดังนั้น หากคุณมีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท คุณจะกู้ได้ในวงเงินประมาณ 25 X 20,000 = 500,000 บาท และในวงเงินดังกล่าว คุณจะต้องผ่อนประมาณเดือนละ 3,728 บาท หากกู้นาน 20 ปี (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 ต่อปี) และจะผ่อนเดือนละ 3,160 บาท หากกู้นานที่สุดคือ 30 ปี อนึ่ง ในการประมาณการกำลังเงินว่าคุณจะสามารถผ่อนบ้านได้เดือนละเท่าใดนั้น 


หลักเบื้องต้นว่า ธนาคารมักจะกำหนดให้เงินงวดต่อเดือนประมาณร้อยละ 25-30 ของรายได้รวมของผู้กู้ ดังนั้นหากคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท เงินงวดสูงสุดที่คุณสามารถผ่อนได้จะอยู่ประมาณเดือนละประมาณ 5,000- 6,000 บาท

สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงขึ้น และซื้อบ้านในราคาแพงขึ้น เช่น มีรายได้เดือนละ 60,000 บาท ขึ้นไป ธนาคารอาจจะให้กู้โดยมีสัดส่วนค่าผ่อนต่อรายได้ที่สูงขึ้น ประมาณ ร้อยละ 30-36 หรือบางกรณีที่ผู้กู้มีรายได้เกินเดือนละ 100,000 บาท ธนาคารอาจผ่อนผันให้กู้ได้สูงถึงร้อยละ 40-50 ก็ได้

เมื่อคุณทราบรายได้ และวงเงินกู้ที่จะกู้ได้ โดยคุณสามารถผ่อนชำระเงิน งวดได้แล้ว คุณก็สามารถจะคำนวณราคาและประเภทบ้านที่จะซื้อได้ ในปัจจุบันธนาคารโดยทั่วไปจะให้กู้ได้ร้อยละ 80 ของราคาบ้านพร้อมที่ดิน

ดังนั้น เมื่อคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท และสามารถกู้เงินได้สูงสุด 500,000 บาท คุณก็สามารถคำนวณได้ว่าบ้านที่คุณจะซื้อได้จะมีราคาขายประมาณ 625,000 บาท (500,000/0.8) เมื่อคุณทราบราคาบ้านและมีเงินดาวน์เพียงพอ (ประมาณร้อยละ 20-30 ) ที่จะซื้อบ้านได้ในราคาประมาณ 625,000 บาท และสามารถผ่อนเงินงวดได้ทุกเดือน ประการต่อมา คุณจึงมาพิจารณาว่า บ้านในระดับราคาดังกล่าวมีขายในตลาดประเภทใด และที่ไหนบ้าง

สำหรับบ้านที่มีขายในตลาดราคาประมาณ 6 แสนเศษนั้น จะเห็นว่ามีเพียง 2 ประเภท ได้แก่ทาวน์เฮ้าส์ราคาถูก และห้องชุดราคาปานกลางเท่านั้น ส่วนบ้านเดี่ยว ขนาดเล็กราคาเฉลี่ยขั้นต่ำสุด ในปัจจุบันราคาประมาณหลังละ 1.2 ล้านบาท

เมื่อคุณทราบเช่นนี้ คุณจึงได้ข้อยุติว่า รายได้เดือนละ 20,000 บาท ไม่ต้องไปดูบ้านเดี่ยวให้เสียเวลา เพราะทางเลือกของคุณมีเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ จะซื้อ บ้านทาวน์เฮ้าส์ หรือห้องชุดดีกว่ากัน ซึ่งคุณจะต้องไตร่ตรองต่อไปว่าคุณจุเลือกซื้อบ้านแบบไหน จึงจะตรงกับความต้องการของตน

สรุปก็คือ ในการวางแผนการเงินซื้อบ้านคุณต้องดูว่าคุณมี "เงินออม" เป็นค่าเงินดาวน์ประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านหรือไม่ และคุณมี "รายได้" พอที่จะขอกู้เงินและ "ผ่อนเงินงวด" รายเดือนกับสถาบันการเงินได้ตลอดระยะเวลากู้หรือไม่ หากคุณมีพอทั้งสอง ประการนี้ คุณก็สามารถจะซื้อบ้านได้อย่างไม่มีปัญห

ข่าวบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
  • รีไฟแนนซ์บ้าน ทางเลือกสำหรับคนฉลาดใช้เงินกับข้อเสนอสุดพิเศษจากกรุงไทย
  • สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำกรุงไทย มีบ้านไม่ใช่เรื่องยากเอาใจคนอยากมีบ้าน
  • ปิดหนี้บ้านให้จบไว รีไฟแนนซ์บ้านกรุงไทย ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.99% ต่อปี
  • สินเชื่อส่วนบุคคลกรุงไทย ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินสูง เงินเดือนขั้นต่ำจ่ายไหว
  • สร้างบ้านในฝัน สินเชื่อบ้านกรุงไทย ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนานสูงสุด 40 ปี
  • สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านกรุงไทย ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี เริ่มต้นเพียง 1.99%
  • สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านกรุงไทย วงเงินสูงสุด 100% ดอกเบี้ยเริ่ม 1.99%
  • สานฝันคนอยากมีบ้าน สินเชื่อบ้านกรุงไทย ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนาน 40 ปี
  • สินเชื่อส่วนบุคคลกรุงไทย สมัครง่าย อนุมัติไว ตัวช่วยการเงินคนไทย
  • SCG Home Online รับมือหน้าฝนแบบโปร! รวมวิธีแก้หลังคา รั่ว-ซึม พร้อมแจกเช็คลิสต์ตรวจบ้านด้วยตัวเอง
  • 5 จุดเด่น ของการสร้างผนังบ้านระดับพรีเมียม เลือกใช้ อิฐเซียน 8 รู แข็งแรงทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว
  • เปิดตัว "Kingsbury School" โรงเรียนมัธยม Premium Bilingual รากฐานทางวิชาการแห่งใหม่ พร้อมแผนลงทุนแคมปัสแห่งอนา...
  • Xiaomi ร่วมงานกับ IFA เป็นครั้งแรก เปิดตัว "Human × Car × Home" บูธจัดแสดงระบบนิเวศอัจฉริยะ ในต่างปร...
  • 95E1 ผนึก Space Edition เปิดตัว "A Gallery of Collectible Design" ยกระดับ Ultra Luxury Residence สู่พื้นที่แห...
  • Hisense ครองอันดับ 1 ของโลก ทีวีขนาด 100 นิ้วขึ้นไป ส่วนแบ่งตลาด 55.1% ครึ่งปีแรก 2569 มอบประสบการณ์ชมทีวีจอใหญ่พิเศษในไ...
  • กรมที่ดินอัปเดต ข้อมูลเกี่ยวกับ บริการขอตรวจสอบหลักทรัพย์ เอกสาร ขั้นตอนการดำเนินงาน ใครมีสิทธิ์ขอได้บ้าง
  • ซีพี แอ็กซ์ตร้า ร่วมกับ สวทช. และ SOS Thailand เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคุณค่า ร่วมจัดทำ Cookbook ส่งต่อสูตรจากเชฟดัง สู่...
  • MeSpace ชูคอนเซ็ปต์ ‘Safe Zone’ ขยายพื้นที่คอนโด รับเทรนด์ห้องพักขนาดเล็กในเมืองยุค 2026
  • บ้านสวยอาจซ่อนปัญหาไว้ เปิดความจริงเกี่ยวกับ "เฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน" ในบ้านระบบปิด ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน!
  • ตู้เสื้อผ้า Walk In Closet ปิดและเปิดให้ประหยัดพื้นที่
  • แต่งห้องนอนลายสก็อต กับของพื้นบ้านจากธรรมชาติ
  • สัญญาเช่า ต้องอ่านก่อนตัดสินใจเช่าไม่เช่นนั้นอาจเสียเปรียบ
  • สคบ.เปิดเผย ร้องเรียนคอนโดพุ่ง "ริบเงินดาวน์" มาแรง!
  • ต้นไม้มงคลที่มีผลกับความรัก มีผลทั้งด้านดีและไม่ดี
  • ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก สูงสุดในรอบ 8 ปี รายได้ 655.6 ล้านบาท กำไรสุทธิ 125.7 ล้านบาท
  • เลือกซื้อบ้านอย่างไรดี ถึงจะตรงตามหลักฮวงจุ้ย
  • Renovate คอนโดเก่า 29 ตร.ม. เป็นห้องใหม่สวยสไตล์วินเทจโทนสีขาว
  • ซื้อบ้านหลังแรกให้ได้ความคุ้มค่า และการเลือกสินเชื่อที่ดีควรทำอย่างไร
  • ทำกรอบภาพเแนวอาร์ต ใช้แต่งผนังบ้านเป็นงานศิลปะที่ลงตัว
  • ก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน ต้องประเมินตนเอง และความสามารถในการผ่อน มีอะไรบ้างมาดูกัน

    โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้านมักจะมีเงินเก็บออมส่วนหนึ่ง ซึ่งมักจะไม่เพียงพอที่จะซื้อบ้านได้ด้วยเงินสด ดังนั้น เงินที่ขาดจึงต้องอาศัยกู้เอาจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆแต่เนื่องจากสถาบันเหล่านี้มักจะให้กู้เพียงประมาณร้อยละ 70-80 ของราคาซื้อขาย หรือมูลค่าประเมินของบ้าน (พร้อมที่ดิน)

    @thaihometown Scroll