
วิธีรับมือการขับรถลุยน้ำท่วม รู้ไว้...รถจะได้ไม่พัง
ประเทศไทยของเราในช่วงนี้ กำลังประสบกับมรสุมพายุ ที่ได้พัดพานำฝนจำนวนมากเข้ามา จนทำให้พื้นที่ทางตอนเหนือ และอีสานของประเทศเกิดฝนตกน้ำหนัก และตามมาด้วยสภาวะน้ำท่วม ซึ่งสภาวะน้ำท่วมนั้น แน่นอนว่าเป็นภัยที่สร้างความเดือดร้อน และความสร้างหายต่างๆ ทั้งการอยู่อาศัยของผู้คน ที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เมื่อน้ำนั้นเริ่มมีระดับสูงขึ้น และยังสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั้งบ้านเรือนทั้งไป และพื้นที่การเกษตร
รวมไปถึงเส้นทางสัญจรตามท้องถนน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ทำให้เหล่าผู้ใช้รถนั้นลำบากต่อการเดินทาง และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในยามที่ขับรถลุยกับน้ำที่ท่วมสูง
การที่เราจำเป็นต้องขับรถ ในสถานการณ์ที่มีน้ำท่วมสูง สิ่งแรกที่แนะนำคือการติดตามข่าวสาร ให้รู้ถึงเส้นทางที่มีน้ำท่วม เพื่อเป็นการเลี่ยงหลีกเส้นทางเหล่านั้น ก่อนการเดินทาง ถือเป็นวิธีที่ดีสุด แต่ถ้าหากเกิดเหตุสุดวิสัย หรือจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีน้ำท่วม เราก็จำเป็นที่จะเซฟรถยนต์ของตัวเราเอง ไม่ให้เกิดปัญหากับตัวรถในระหว่างการขับ และหลังจากการขับลุยน้ำท่วมมา

ประเมินสถานการณ์ก่อนลุยน้ำ
สำหรับรถยนต์แบบต่าง ๆ จะมีความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ (ground clearance) โดยประมาณดังนี้
- รถเก๋งเล็ก (รถเก๋งทั่วไป, รถอีโคคาร์, รถ MPV) ระดับต่ำสุดจากพื้นเฉลี่ย 14.5 เซนติเมตร
- รถกระบะเตี้ย, กระบะขนของ ระดับต่ำสุดจากพื้นเฉลี่ย 18 เซนติเมตร
- รถกระบะยกสูง ระดับต่ำสุดจากพื้นเฉลี่ย 22 เซนติเมตร
- รถอเนกประสงค์ (Mini SUV, SUV, PPV) ระดับต่ำสุดจากพื้นเฉลี่ย 22 เซนติเมตร

ลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย
ตามที่กล่าวไปแล้วก็คือ หากเจอกับน้ำท่วมไม่สูงนัก ผู้ขับย่อมจะสามารถค่อย ๆ ขับรถผ่านจุดที่น้ำท่วมขังได้เลยโดยไม่มีปัญหา แต่หากระดับน้ำสูงกว่านั้น คือสูงถึงใต้ท้องรถ หรือท่วมถึงขอบประตูรถ หรือท่วมถึงปลายท่อไอเสีย นั่นหมายความว่าการขับรถต้องใช้ความระมัดระวังและวิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งการขับรถลุยน้ำท่วมสูงมีวิธีปฏิบัติดังนี้
- ปิดแอร์ทันที เพราะหากเปิดแอร์ไว้พัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำจะทำงาน ซึ่งเมื่อน้ำท่วมถึง พัดลมจะตีน้ำกระจายไปทั่วห้องเครื่อง อาจเกิดไฟช็อตและทำให้เครื่องยนต์ดับดับ แถมยังมีความเสี่ยงที่ใบพัดลมจะหักอีกด้วย
- ใช้เกียร์ต่ำ หากเป็นเกียร์ธรรมดาให้ใช้เกียร์ 1-2 เพราะรถต้องใช้แรงในการฝ่าน้ำ ควบคุมความเร็วรถให้ต่ำ รถเบาดับยากที่สุด ส่วนกรณีที่เป็นเกียร์อัตโนมัติก็ปรับตำแหน่งคันเกียร์มาที่ L (Low) เสมอ
- รักษาความเร็วต่ำให้สม่ำเสมอ หรือรักษารอบเครื่องยนต์ไว้ที่ 1,500-2,000 รอบต่อนาที ไม่ขับเร็วเพราะอาจทำให้เกิดคลื่นน้ำที่จะกระทบกับขอบฟุตบาทหรือสิ่งกีดขวางอื่นแล้วย้อนกลับเข้ามาที่ตัวรถได้ นอกจากนี้การขับตามคันหน้าในระยะที่ปลอดภัยนับเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้สามารถคาดการณ์ลักษณะของพื้นผิวถนนที่จบอยู่ใต้น้ำได้ เรียกง่าย ๆ ว่าให้คันหน้าช่วยนำทางนั่นเอง
- อย่างไรก็ตาม กรณีที่ไม่แนะนำอย่างยิ่งสำหรับการขับรถลุยน้ำท่วมสูงก็คือ หากประเมินสถานการณ์แล้วพบว่ามีโอกาสที่จะต้องหยุดหรือจอดรถแช่น้ำ หรือเส้นทางที่จะผ่านมีน้ำท่วมสูงเป็นระยะทางไกลเกินไป ซึ่งแบบนี้ก็เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงที่รถจะดับหรือเกิดความเสียหายได้มากขึ้น
- และหากเกิดกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือเครื่องยนต์ดับในขณะที่แช่น้ำท่วมสูง ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์โดยเด็ดขาด เพราะน้ำอาจจะเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหาย ถึงตอนนี้มีทางเลือกอย่างเดียวคือหาวิธีเข็นหรือลากรถไปอยู่ในบริเวณที่พ้นน้ำแล้วหาวิธีแก้ไขต่อไป

ข้อปฏิบัติหลังผ่านน้ำท่วมสูงมาได้
หลังจากสามารถขับรถฝ่ากระแสน้ำมาได้โดยที่รถไม่ดับกลางคัน ถือได้ว่ารอดจากสถานการณ์ไปได้ แต่ก็ยังไม่จบแค่นั้น ผู้ใช้รถยังควรที่จะมีขั้นตอนปฏิบัติเพื่อตรวจสอบและรักษารถยนต์เบื้องต้นดังนี้
- หลังจากขับลุยผ่านน้ำท่วมสูงได้แล้ว ในช่วงแรก ๆ ให้ใช้ความเร็วต่ำแล้วเหยียบเบรกย้ำ ๆ ไล่น้ำออกจากคาลิปเปอร์-ผ้าเบรก ซึ่งจะเป็นการเช็กว่าระบบเบรกยังใช้งานได้ปรกติ และหลังจากนั้นควรขับรถต่อไปอีกสักระยะหรือประมาณ 20 นาที เพื่อไล่น้ำหรือความชื้นที่ค้างอยู่ในระบบต่าง ๆ ของรถและเครื่องยนต์
- หากต้องการจอดเช็กรถหลังจากเพิ่งลุยน้ำห้ามดับเครื่องยนต์ เพราะต้องระวังน้ำที่ค้างและและทำให้เกิดความชื้นในห้องเครื่อง รวมไปถึงท่อไอเสียหากดับเครื่องทันทีอาจมีน้ำที่ค้างย้อนเข้าสู่ท่อได้
- ดำเนินการตรวจสอบรถในส่วนอื่นต่อไป เช่นมีน้ำซึมเข้าห้องโดยสารหรือไม่ สีรอบตัวรถ หรือล้อและยางได้รับความเสียหายใด ๆ หรือเปล่า
- หากรถมีอาการผิดปกติ เช่น เครื่องยนต์สั่น เดินไม่เรียบ เสียงดัง เร่งเครื่องไม่ขึ้น ควรนำรถไปให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจสอบสภาพก่อนนำรถไปใช้งาน เพื่อป้องกันความเสียหายและอันตรายอาจจะเกิดขึ้น
สำหรับการขับรถในช่วงที่บ้านเมืองพบกับสภาวะน้ำท่วมนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดในการขับรถ คือ การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูง จากการติดตามข่าวสาร และสำรวจเส้นทางการเดินรถ แต่ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องขับรถไปในพื้นที่เสี่ยง วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องตามการขับลุยน้ำท่วมนั้น จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงความเสีบหายต่อรถยนต์ของเราได้นั้นเอง
“ สำรวจพื้นที่ และเส้นทางที่เกิดน้ำท่วม เพื่อเลี่ยงหลีกเส้นทางที่มีความเสี่ยง
เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษารถยนต์ของคุณ ”