
รู้จัก มัทฉะ เครื่องดื่มสุดฮิต ให้พลังงาน และสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า
(⌒‿⌒) ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยคาเฟอีน "กาแฟ" อาจเป็นพระเอกที่หลายคนขาดไม่ได้ แต่บางครั้งกาแฟกลับนำมาซึ่งอาการใจสั่น เป็นอาการอ่อนเพลียอย่างหนักหลังกาแฟหมดฤทธิ์ หลายคนจึงปรับเปลี่ยนมาลองดื่มชาเขียวจากญี่ปุ่นที่เรียกว่า “มัทฉะ” วันนี้เราจึงมาแนะนำข้อควรรู้ ไทยโฮมทาวน์ จะพาไปทำความรู้จักเครื่องดื่มยอดฮิตในยุคนี้ พร้อมชวนเจาะลึกทุกแง่มุมของสุดยอดเครื่องดื่มชาจากแดนอาทิตย์อุทัย ที่ถือเป็นแก้วโปรดของใครหลายคน ไม่ใช่แค่ความสดชื่น แต่คือการปรับสมดุลเคมีในร่างกายที่น่าทึ่ง
ใคร ๆ ก็อยากได้ “มัทฉะ” ที่มีคุณภาพด้วยกันทั้งนั้นแหละ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ? ว่ามัทฉะที่กำลังมองหาอยู่เป็นของดีมีคุณภาพ เพื่อให้เพื่อน ๆ สามารถแยกความแตกต่างของคุณภาพมัทฉะได้

มัทฉะ ทำไมถึงเหนือกว่าชาเขียวทั่วไป
“มัทฉะ” ต่างจากชาเขียวตรงที่กระบวนการผลิตโดยจะคลุมต้นชา 30 วันก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันการเปลี่ยนสารธีอะนีน (Theanine) เป็นแคทีชิน (Catechin) ที่ใบชาเมื่อโดนแสงแดด แล้วการนำใบชาเขียวมาบดเป็นผงทั้งใบโดยไม่มีการคัดแยกกากออก ซึ่งไม่เหมือนการดื่มชาเขียวทั่วไปที่เราต้องกรองใบชาออกก่อนดื่มน้ำชา และด้วยเหตุนี้การดื่มมัทฉะจึงทำให้เราได้รับประโยชน์จากใบชามาแบบเต็ม ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้รสขมค่อนข้างมาก ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกว่าดื่มยาก ดังนั้นเมนูที่เหมาะกับมัทฉะจึงต้องมีการเติมนมลงไปด้วย เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้นกลายมาเป็นมัทฉะลาเต้ ที่นิยมรับประทานกันในปัจจุบันนั่นเอง
“ การดื่มมัทฉะ 1 แก้ว จึงเท่ากับการที่คุณ "กิน" ใบชาเข้าไปทั้งใบ ทำให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 10 เท่า และมากกว่าบลูเบอร์รี่หลายเท่าตัว ”


ประเภทของ มัทฉะ ที่เป็นที่รู้จักทั่วไป
นิชิโอะมัทฉะ
เขียวระดับพรีเมียมจากเมืองนิชิโอะ ประเทศญี่ปุ่นแหล่งผลิตชาเขียวเกรดเอของญี่ปุ่น คัดเฉพาะชาอ่อน 3 ใบแรก จากต้นชาซึ่งถูกคลุมไว้ไม่ให้โดนแสงแดด เพื่อให้ได้ชาสีเข้ม และคงคุณประโยชน์ของชาไว้มากที่สุด อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบชารสเข้ม สามารถนำไปทำเครื่องดื่มชาเขียวลาเต้ทั้งแบบร้อน และเย็นหรือใช้ประกอบเมนูอื่น ๆ อย่างเค้กชาเขียว หรือไอศกรีม ก็ยังคงความหอม แฝงความขมแบบกลมกล่อมของชาเขียวแท้ไว้ได้เป็นอย่างดี
อูจิมัทฉะ “อูจิ”
คือชื่อเมืองหนึ่งในจังหวัดเกียวโต เป็นแหล่งผลิตชาชื่อดังในญี่ปุ่น เพราะเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 12 สมัยราชวงศ์ซ่งของจีน ได้มีนักบวชชาวญี่ปุ่นนำเมล็ดพันธุ์มาจากประเทศจีน และเลือกเมืองอูจิ เป็นที่เพาะปลูกเนื่องจากล้อมรอบไปด้วยภูเขา และแม่น้ำ มีธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีอากาศที่บริสุทธิ์ และมีอุณหภูมิในช่วงกลางคืนกับกลางวันค่อนข้างแตกต่างกันมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการผลิตชาให้มีคุณภาพดี กล่าวได้ว่าชาชนิดแรกที่ดื่มกันในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก็คือมัทฉะที่ผลิตจาเมืองอูจิเมืองนี้นี่เอง

มัทฉะ เครื่องดื่มที่ทั่วโลกรู้จัก ทำได้อย่างไร
ปัจจัยที่ทำให้มัจฉะได้รับความนิยมเกิดกระแสจนพิชิตใจคนทั่วโลก
-
เทรนด์สุขภาพ ผู้บริโภคยุคใหม่ (Gen Y และ Gen Z) ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ มัทฉะตอบโจทย์ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง และมี L-theanine ช่วยให้ผ่อนคลายพร้อมคาเฟอีนซึ่งคงที่กว่ากาแฟ
-
Soft Power ญี่ปุ่น & วัฒนธรรม การนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เน้นความสงบ ความพิถีพิถัน และการใช้ชีวิตสงบ (Zen Lifestyle) ผ่านมัทฉะ ทำให้มัทฉะเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม แต่เป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย
-
โซเชียลมีเดีย & อินฟลูเอนเซอร์ อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพและความงามสร้างคอนเทนต์โปรโมตมัทฉะในรูปแบบต่างๆ เกิดกระแสไวรัล จนกลายเป็นเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย
-
ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ มัทฉะถูกนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางในทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ช่วยเพิ่มสีสันและคุณค่าทางโภชนาการ
-
ประสบการณ์ที่แตกต่าง มัทฉะมีรสชาติที่ซับซ้อน และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังแตกต่างกันไปตามกรรมวิธีของแหล่งผลิต เช่นเดียวกับความหลากหลายของกาแฟและไวน์ เมื่อไวน์ New Latitude ไม่เหมือนกับไวน์ที่พึ่งแตร์รัวร์จากฝรั่งเศสฉันใด อุจิมัทฉะ ก็แตกต่างจากนิชิโอะหรือยาเมะมัทฉะฉันนั้น ยิ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจต้องการสัมผัสค้นหามัทฉะดีๆ ที่ตัวเองถูกใจยิ่งขึ้น
-
การตลาดโดยแบรนด์และรัฐบาลญี่ปุ่น มีการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ข้ามหมวดหมู่ (Cross-category) รวมแคมเปญที่เชื่อมโยงมัทฉะกับวัฒนธรรมและสุขภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ทำให้กระแสนิยมบริโภคมัทฉะบูมขึ้นมากจนพิชิตใจคนทั้งโลก

ความพิเศษของ มัทฉะ ทำให้เป็นที่นิยมของสายสุขภาพ
“มัทฉะ” ถือเป็นชาเขียวชั้นดีที่นิยมใช้ในพิธีชงชาของชนชั้นสูงในญี่ปุ่น ด้วยกรรมวิธีการบดยอดอ่อนใบชาอย่างพิถีพิถันจนได้ผงมัทฉะสีเขียวนวล และยังเป็นประเภทของชาเขียวที่คนทั่วโลกนิยมดื่มกันมากที่สุดอีกด้วย ด้วยรสชาติที่สดชื่น ดื่มง่าย
1. มหัศจรรย์ของ L-Theanine 
ในกาแฟ คาเฟอีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการ "Spike" หรือตื่นตัวสุดขีดก่อนจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ในมัทฉะมีกรดอะมิโนหายากที่ชื่อว่า L-Theanine ทำหน้าที่ชะลอการดูดซึมคาเฟอีน ทำให้พลังงานถูกปล่อยออกมาอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอนาน 4-6 ชั่วโมง
รวมทั้งช่วยกระตุ้นคลื่นสมองชนิด Alpha (Alpha Brain Waves) ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในขณะที่เรามีสมาธิสูงและผ่อนคลาย (คล้ายกับการทำสมาธิ) นี่คือเหตุผลที่แดเนียล พบว่าเธอสามารถจดจ่อกับงานเขียนได้นานขึ้นโดยไม่มีอาการลุกลี้ลุกลน
2. EGCG สารต้านอนุมูลอิสระระดับพรีเมียม 
มัทฉะอุดมไปด้วย คาเทชิน (Catechins) โดยเฉพาะ EGCG (Epigallocatechin gallate) ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่ามีส่วนช่วยในการลดการอักเสบในระดับเซลล์ ป้องกันโรคเรื้อรัง และอาจช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบเผาผลาญ (Metabolism) ได้ดีกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น
ประโยชน์ของการดื่ม มัทฉะ
-
มัทฉะ 1 กรัม มีสารทาเคชินสูงถึง 150 มิลลิกรัม มีค่าโอแรค (ORAC) หรือค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพสารต้านอนุมูลอิสระมากถึง 1,300 กรัม
-
อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และอี ที่มีส่วนช่วยชะลอวัยทำให้ดวงตา และผิวพรรณสดใส
-
มัทฉะช่วยเพิ่มพลังได้อย่างดี เพราะเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยคาเฟอีนโดยธรรมชาติ มัทฉะ 1 ช้อนชาให้คาเฟอีน 60-70 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับการดื่มเอสเพรสโซ่ 1 ชอต
-
การดื่มมัทฉะไม่ได้ทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่างการดื่มกาแฟ เหตุผลเพราะในมัทฉะประกอบไปด้วย แอล-ทีอะนีน ที่ช่วย
-
ให้แก่ผู้ดื่มแทนที่จะเป็นความสดชื่นเพียงชั่วครู่ชั่วคราว และยังช่วยให้ความจำ และการจดจ่อดีขึ้นด้วย

พิธีชงชา มัทฉะ ของประเทศญี่ปุ่น
พิธีชงชา 茶道(Sadou) หรือ 茶の湯 (Cha no yu) นี้เป็นพิธีการดื่มชาเขียวของประเทศญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้ที่ให้กำเนิดพิธีชงชาที่เป็นแบบแผนอย่างในปัจจุบันนั้น คือ เซ็น โนะ ริคิว (Sen no rikyu) โดยหัวใจหลักของพิธีชงชาที่สำคัญเลยก็คือ ความสุนทรีย์ในความเรียบง่าย การรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติด้วยจิตใจที่นิ่งสงบ และบริสุทธิ์ นอกจากนี้ในพิธีชงชายังมีแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้าน และแขกผู้มาเยือนว่า 一期一会(Ichigo ichie) แปลว่า “เสมือนว่าทั้งสองเจอกันแค่ครั้งเดียว จึงต้องให้เกียรติและทำให้ดีที่สุด”
โดยในพิธีชงชานั้นจะใช้ “มัทฉะ” ที่ทำจากยอดชาที่ต้องเก็บด้วยมือก่อนแสงแรกของวัน คัดเฉพาะใบอ่อน 3 ใบแรกที่สมบูรณ์ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการต่าง ๆ จากนั้นนำใบชาที่แห้งจากการอบจะถูกนำไปบดจนกลายเป็นผงละเอียด และด้วยความพิถีพิถันนี้เอง “มัทฉะ” จึงถูกนำไปใช้ในพิธีชงชา บนพื้นฐานปรัญชาแบบเซน ที่ว่าด้วยเรื่องความกลมกลืนกับธรรมชาติ การเคารพซึ่งกันและกัน ความบริสุทธ์ และความสงบ โดยวิธีการชงชามีขั้นตอนดังต่อไปนี้
-
ใช้ชะฉะคุ ตักผงชาจากโถใส่ชาลงในถ้วยชา
-
ใช้กระบวยตักน้ำ ตักน้ำร้อนใส่ถ้วยชา
-
ใช้ชะเซนคนชาให้เข้ากัน
-
สำหรับแขกผู้ดื่มชา จะจับถ้วยชาด้วยมือขวา โดยแบมือซ้ายเพื่อวางถ้วยชา
-
โดยการหมุนถ้วยชาไปตามเข็มนาฬิกา แล้วค่อยดื่ม
-
หลังจากดื่มชาแล้ว เช็ดขอบถ้วยตรงบริเวณที่ดื่ม จากนั้นหมุนถ้วยชาทวนเข็มนาฬิกา 3 ครั้ง แล้วจึงวางถ้วยชาเพื่อส่งคืน
หมายเหตุ ชะฉะคุ คือ ช้อนตักชา โดยทั่วไปทำจากไม้ไผ่ มีลักษณะยาว ปลายแหลมเล็ก ชะเซน คือ อุปกรณ์ที่คนชาให้เข้ากัน

วิธีชงชา มัทฉะ ให้ถูกต้อง ใช้กับร้านเครื่องดื่มทั่วไป
การชงมัทฉะที่ดีคือศิลปะที่ต้องอาศัยอุปกรณ์และเทคนิคที่เหมาะสม เพื่อดึงรสชาติและกลิ่นหอมออกมาได้อย่างเต็มที่
1.เริ่มจากต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็น
-
ชาวัน (Chawan): ถ้วยชงชาขนาดใหญ่ที่มีปากกว้าง
-
ชาเซ็น (Chasen): แปรงตีชาไม้ไผ่ (ควรมี 80-120 ซี่ เพื่อการตีฟองที่ดี)
-
ชาชาคุ (Chashaku): ช้อนไม้ไผ่สำหรับตักผงมัทฉะ
-
ตะแกรงร่อนผง (Sieve): เพื่อกรองผงชาให้ละเอียด ไม่เกาะเป็นก้อน
2.ส่วนน้ำร้อนที่ใช้ชงมัทฉะ ต้องเป็นน้ำที่อุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส (ไม่ควรใช้น้ำเดือด เพราะจะทำให้ขมและฝาด) ควรใช้น้ำที่ผ่านการกรอง (RO) เพื่อรสชาติที่บริสุทธิ์
3.ขั้นตอนการชงแบบ Usucha (มัทฉะบาง) สำหรับดื่มทั่วไป เริ่มจาก อุ่นชาวันด้วยน้ำร้อนเล็กน้อยแล้วเทออก เช็ดให้แห้ง
4.ให้ตักผงมัทฉะประมาณ 1-2 กรัม (1 ช้อนชา) ลงตะแกรงแล้วร่อนผงชาลงในถ้วยที่อุ่นไว้
6.เทน้ำร้อนอุณหภูมิ 70-80°C ลงไปเล็กน้อยก่อน (ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ) ใช้ชาเซ็นคนเบาๆ ให้ผงชาเปียกและละลายเป็นเพสต์ข้น เพื่อป้องกันการเกิดก้อน
7. ค่อยๆ เทน้ำร้อนส่วนที่เหลือ ประมาณ 60-70 มิลลิลิตรเติมลงไป ถัดมา ให้จับชาเซ็นในแนวตั้ง ใช้ข้อมือตีอย่างรวดเร็วเป็นรูปตัว "W" หรือ "M" (ไม่ใช่การคนเป็นวงกลม) ตีจนกระทั่งเกิดฟองละเอียดสีขาวนวลขึ้นบนผิวหน้า (ประมาณ 1-2 นาที) เสร็จแล้วเสิร์ฟทันที ควรดื่มขณะร้อนเพื่อรสชาติที่ดีที่สุด
ส่วนการชงแบบ Koicha (มัทฉะข้น) สำหรับพิธีชงชา ให้ใช้ผงมัทฉะ 3-4 กรัม ต่อน้ำร้อน 30-40 มิลลิลิตร คนช้าๆ เป็นวงกลม ไม่เน้นการสร้างฟอง ให้ได้เนื้อชาที่ข้นเนียนคล้ายน้ำผึ้ง ต้องใช้มัทฉะเกรดพิธีชงชาคุณภาพสูงเท่านั้น

ข้อควรระวังการดื่ม มัทฉะ อาจไม่ได้ดีต่อสุขภาพกับทุกคน
แม้จะดีต่อสุขภาพ แต่แคทเธอรีน เตือนว่ามัทฉะยังมีคาเฟอีนอยู่ โดยปริมาณที่เหมาะสมคือ ไม่ควรดื่มเกิน 2-3 แก้วต่อวัน นอกจากนี้ควรเลือกมัทฉะเกรดพิธีการ (Ceremonial Grade) เพื่อให้ได้สารอาหารสูงสุดและรสชาติที่ไม่ขมโดด และต้องระวังมัทฉะในรูปแบบ "ลาเต้" ตามร้านทั่วไปที่เต็มไปด้วยน้ำตาลและครีมเทียม ซึ่งจะทำลายคุณค่าทางสารอาหารไปโดยปริยาย
พูดได้ว่า "มัทฉะ" ไม่ใช่แค่ชาเขียว แต่เป็นเครื่องดื่มที่หลอมรวมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สุขภาพ และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว แม้จะมีราคาที่สูงและบางครั้งหายาก แต่คุณประโยชน์และประสบการณ์ที่ได้รับก็คุ้มค่าที่จะลองเปิดใจ สัมผัสโลกอันน่าหลงใหลของเครื่องดื่มมัทฉะทุกแก้วที่ถูกเสิร์ฟออกไปสู่คนรักชา
การเปลี่ยนจากการดื่ม กาแฟ มาเป็น มัทฉะ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนรสชาติเท่านั้น แต่มันคือการปรับ "จังหวะชีวิต" ให้ช้าลงกว่าเดิมแต่ให้พลังงานที่มากขึ้น ได้รับพลังงานที่สม่ำเสมอ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อร่างกาย การดื่มนั้นจึงจะตอบแทนเราด้วยสมาธิ และสุขภาพที่ยั่งยืน