
นอกจากจะต้องสู้กับโควิด-19 แล้ว ในช่วงนี้ชาวกรุงเทพฯและปริมณฑลยังต้องพร้อมรับมือกับ "ฝุ่น PM 2.5" ที่กลับมาทักทายอีกครั้ง ตอนนี้ก็เริ่มวัดค่าฝุ่นได้บางจุดว่าอยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว
หลายคนก็อาจจะเริ่มชินและรู้สึกว่ามันคือเรื่องธรรมดา แต่ถึงอย่างนั้นผลกระทบที่มีต่อสุขภาพก็ไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อยเลยนะครับ...โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเช่น เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ขอย้อนกลับไปเล่าถึงความร้ายกาจของเจ้า "ฝุ่น PM 2.5" ให้ทราบกันอีกสักทีว่ามีผลต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง?

พีเอ็ม 2.5 (PM2.5) คืออะไร?
PM2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบได้ว่ามีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ เล็กจนขนจมูกของมนุษย์ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นนั้นไม่สามารถกรองได้ จึงแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และเข้าสู่อวัยอื่นๆ ในร่างกายได้ ตัวฝุ่นเป็นพาหะนำสารอื่นเข้ามาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอื่นๆ

อันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพจาก พีเอ็ม 2.5 (PM2.5)
ร่างกายของผู้ที่แข็งแรงเมื่อได้รับฝุ่น PM2.5 อาจจะไม่ส่งผลกระทบให้เห็นในช่วงแรกๆ แต่หากได้รับติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือสะสมในร่างกาย สุดท้ายก็จะก่อให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกายในภายหลัง โดยแบ่งได้เป็นผลกระทบทางร่างกาย และผลกระทบทางผิวหนัง
ผลกระทบทางสุขภาพ
- เกิดอาการไอ จาม หรือภูมิแพ้
- ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่นอยู่แล้ว จะยิ่งถูกกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น
- เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
- เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง
- เกิดโรคปอดเรื้อรัง หรือมะเร็งปอด
- ผลกระทบทางผิวหนัง
มีผื่นคันตามตัว
- ปวดแสบปวดร้อน มีอาการระคายเคือง
- เป็นลมพิษ ถ้าเป็นหนักมากอาจเกิดลมพิษบริเวณใบหน้า ข้อพับ ขาหนีบ
- ทำร้ายเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวอ่อนแอ เหี่ยวย่นง่าย

ระดับความรุนแรงของ พีเอ็ม 2.5 (PM2.5)
องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) กำหนดให้ฝุ่น PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ประกอบกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากถึง 50,000 ราย ส่งผลไปถึงระบบเศรษฐกิจ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องสูญเสียเกี่ยวเนื่องกับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศนี้
สาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่น พีเอ็ม 2.5 (PM2.5)
ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มาจากสองแหล่งกำเนิดใหญ่ๆ คือ
- แหล่งกำเนิดโดยตรง ได้แก่ การเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมการผลิต
- การรวมตัวของก๊าซอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) รวมทั้งสารพิษอื่นๆ ที่ล้วนเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เช่น สารปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), อาร์เซนิก (As) หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)

แนวทางการป้องกันฝุ่น พีเอ็ม 2.5 (PM2.5)
- สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น โดยหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ดีและมีประสิทธิภาพคือ หน้ากาก N95 ซึ่งมีราคาสูงกว่าหน้ากากอนามัย และบางคนอาจสวมแล้วอาจให้ความรู้สึกอึดอัด เพราะหายใจได้ลำบากกว่าปกติ
- หากไม่ใช้หน้ากาก N95 อาจใช้หน้ากากอนามัยที่มีฟิลเตอร์ 3 ชั้น ซึ่งมักมีเขียนระบุบนผลิตภัณฑ์ว่าสามารถป้องกัน PM2.5 ได้ หรือถ้าหากหาไม่ได้จริงๆ อาจใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาแต่สวมทับ 2 ชั้น หรือซ้อนผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชูไว้ด้านในก็ได้
- พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิดเมื่อคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากจำเป็นต้องใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองเมื่ออยู่ข้างนอกอาคาร
- ใช้เครื่องฟอกอากาศ เนื่องจากภายในอาคารอาจไม่ปลอดภัยจาก PM2.5 เสมอไป โดยเฉพาะอาคารที่มีการเปิดปิดประตูบ่อยครั้งจากการที่มีผู้คนเข้าออกจำนวนมาก ดังนั้นเครื่องฟอกอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้หายใจในอาคารอย่างสบายใจ
และเมื่อยังคงต้องทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ต้องหาทางหลีกเลี่ยงและป้องกัน ฝุ่น PM 2.5 ให้ได้มากที่สุด การป้องกันที่ดีที่สุดคือการใส่หน้ากาก N95 แต่ถ้าหาไม่ได้ เราสามารถทดแทนได้ด้วยการนำ Dura Mask หรือแมสปิดหน้าสีเขียวๆ ที่เราเห็นหมอใส่กันในห้องผ่าตัด นำมารวมร่างกับทิชชู่เนื้อละเอียด 2 แผ่น พับให้เหลือขนาดประมาณ 3x5 นิ้ว วางตามแนวยาวของแมส แล้วใส่แมสให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีนี้สามารถป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ในระดับใกล้เคียงกับการใส่หน้ากาก N95 เลยครับ
“ เมื่อ PM 2.5 กลับมาแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องหมั่นตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แนะนำให้ติดตั้งแอพพลิเคชั่น Air Visual หรือ Air4Thai ติดเครื่องไว้ จะได้ตรวจสอบแบบ Real Time ได้ว่าขณะนี้ฝุ่นเยอะแค่ไหน ควรใส่หน้ากาก N95 หรือยัง และควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านเป็นเวลานาน ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเพื่อป้องกันฝุ่นนะครับ ”