
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแผนดำเนินธุริกิจในปี 2557 โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง หรือคอนเซอร์เวทีฟ ในรอบ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจ จากเดิมที่เน้นการรุกตลาดในทุกรูปแบบเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีปัจจัยลบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ซึ่งหากเกิดความขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่ขณะนี้เริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองแล้ว จากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
ในขณะที่ปัจจัยบวกมีเพียงอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ หรือมีแนวโน้มปรับลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เริ่มฟื้นตัว ในขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลงมาทำให้ธุรกิจส่งออกได้รับผลดี

สำหรับแผนดำเนินธุรกิจในปี 57 แสนสิริ ตั้งเป้าลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ 19 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 33,263 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 9 โครงการ โดยก่อนการเปิดขายจะต้องผ่านการอนุมัติจากการรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อน และโครงการแนวราบ แยกเป็น ประเภทบ้านเดี่ยว 8 โครงการ และทาวน์เฮาส์ 2 โครงการ แบ่งเป็นโครงการในเขตกรุงเทพ-ปริมณฑล และต่างจังหวัดในสัดส่วน 89 : 11 จากที่ในปี 56 เปิดโครงการมากสุดเป็นประวัติการณ์ 48 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 61,200 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล : ต่างจังหวัด ในสัดส่วน 57 : 43
นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า ในปี 2556 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้จำนวน 42,200 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 48,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่ไตรมาส 2 รวมถึงความไม่สงบทางการเมืองในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้สูงถึง 63,000 ล้านบาท ซึ่งจะรองรับการรับรู้รายได้ไปอีก 4 ปีข้างหน้า

ส่วนเป้าหมายการดำเนินงานในปี 57 บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 30,000 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 34,000 ล้านบาท โดยเป็นหมายหมายสูงที่สุดเท่าที่ตั้งบริษัทมาก เนื่องจากปัจจุบันมีแบ็กล็อกที่จะสามารถรับรู้รายได้ในปี 57 แล้วจำนวน 22,797 ล้านบาท หรือคิดเป็น 66% ซึ่งเชื่อว่ารายได้อีกกว่า 1 หมื่นล้านบาทภายใน 1 ปี จะสามารถทำได้อย่างแน่นอน
นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า บริษัทได้กำหนด Key Strategies หรือวางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่จะผลักดันสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย ประกอบด้วย
1. การรักษาระดับยอดขายในตลาดต่างจังหวัด ด้วยการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวในทำเลที่แสนสิริได้ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว ทั้งใน ภูเก็ต, เชียงใหม่, เขาใหญ่, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา และสุราษฎร์ธานี เพิ่มเติมจากโครงการบ้านเดี่ยวซึ่งยังเปิดการขายในต่างจังหวัดซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ได้แก่ โครงการบุราสิริ เกาะแก้ว ภูเก็ต และเศรษฐสิริ สันทราย เชียงใหม่ รวมทั้งการรุกตลาดต่างจังหวัดต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นในตลาดเดิม และการศึกษาโอกาสในการดำเนินธุรกิจในตลาดใหม่ในอีก 9 ทำเล ได้แก่ พิษณุโลก, นครสวรรค์, นครศรีธรรมราช, อุบลราชธานี, สมุย, หนองคาย, สุรินทร์, กาญจนบุรี และศรีราชา เป็นต้น
2.การควบคุมระยะเวลาการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมหลังจากผ่านการประเมินผลสิ่งแวดล้อม (EIA) เท่านั้น
3.การสร้างไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย และเติมเต็มไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแก่ครอบครัวแสนสิริ ด้วยการเปิดตัว “Neighborhood Mall” สุขุมวิท77 และ “Sansiri Hotel Collection” ภายใต้แบรนด์ ‘Escape’ ในเมืองตากอากาศ เพื่อเติมเต็มความสะดวกในการใช้ชีวิตแก่ครอบครัวแสนสิริ ที่ซื้อคอนโดฯ หรือบ้านพักตากอากาศ ได้แก่ เอสเคป หัวหิน เปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายน 2556 และเอสเคป เขาใหญ่ จะเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2557
4. การรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงานด้วยการผลิตพรีคาสท์ในโรงงานทั้ง 2 เฟสอย่างเต็มกำลังการผลิต รวมทั้งมีนวัตกรรมด้านดีไซน์ และวัสดุก่อสร้างใหม่ๆ ที่เพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
5.การสร้างนวัตกรรมด้านดีไซน์ และรูปแบบของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบใหม่ๆ เพื่อนำเสนอแนวคิดด้านการอยู่อาศัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยแก่กลุ่มเป้าหมายที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นที่มีการออกแบบที่โดดเด่นด้วย ‘L-Shape’ และแนวคิดการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมรูปแบบใหม่ภายใต้แบรนด์ ‘HAUS’
6.การกำหนดนโยบายให้บริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรให้แก่ลูกค้าแสนสิริ และลูกค้าภายนอกอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้าง brand loyalty และเพิ่มรายได้แก่แสนสิริอย่างยั่งยืน และการชูบริการ ‘Rental for the Holidays’ ที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้บริหาร ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างจุดเด่นแก่แสนสิริ และดึงดูดใจกลุ่มลูกค้าต่างชาติ