
นายสมเกียรติ เรือนทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.แลนด์ เปิดเผยถึงการออกกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซี.พี.ทาวเวอร์ โกรท หรือ CPTGF ว่า กองทุนดังกล่าวจะลงทุนในสิทธิการเช่า (Leasehold) ที่ดินและอาคารสำนักงาน-ศูนย์การค้าพื้นที่รวม 131,915 ตารางเมตร ระยะเวลา 30 ปี ใน 3 ทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางเมือง ทั้งอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ 1 (สีลม) อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ 2 (ฟอร์จูน ทาวน์) และอาคารซี.พี.ทาวเวอร์ 3 (พญาไท) ในสัดส่วน 56:34:10 มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท
ส่วนราคาเสนอขายไม่เกิน 11 บาทต่อหน่วย คาดว่าจะเสนอขายให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ประมาณเดือนพ.ย.นี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรออนุมัติจัดตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวสามารถกระจายความเสี่ยงให้กับนักลงทุนได้เนื่องจากเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในสิทธิการเช่าทั้งอาคารสำนักงานและศูนย์การค้าใน 3 โครงการบนพื้นที่เขตธุรกิจการค้าสำคัญ อัตราการเช่าของทั้ง 3 โครงการอยู่ในระดับสูงเกิน 90% มาโดยตลอดด้านค่าเช่ามีการปรับทุก 3 ปีเฉลี่ย เพิ่มค่าเช่าที่ 10%
ประกอบกับผู้เช่าอาคารสำนักงานเป็นฐานลูกค้า ที่ใช้บริการของศูนย์การค้า ช่วยให้ผู้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้ามีรายได้สม่ำเสมอ ทำให้รายได้ค่าเช่าจาก อาคารสำนักงานและรายได้ค่าเช่าจากศูนย์การค้าสนับสนุนกันและกัน ดังนั้น นักลงทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์นี้ ถือว่ามีความมั่นคงเพราะมีศักยภาพการเติบโตสูง ในส่วนของซีพีแลนด์จะยังคงถือหุ้นในกองทุนนี้สัดส่วนประมาณ 33% โดยผลตอบแทน คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 6-8% แบ่งเป็นเงินปันผลและเงินต้นที่จะได้คืนในตลอดอายุกองทุนด้วย
นายสมเกียรติ กล่าวว่า เงินทุนที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้บริษัทจะนำไปขยายการลงทุนในระยะ 3 ปีข้างหน้า ซึ่งบริษัทจะเน้นการขยายตัวไปตามภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นเช่น ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา อุบลราชธานี หนองคาย พิษณุโลก เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชและหาดใหญ่ โดยจะเน้นการลงทุนในอาคารสำนักงาน โรงแรม และคอนโดมิเนียม ขนาดกลาง ทั้งการสร้างใหม่และการเข้าไปซื้อกิจการ สำหรับแผนการขยายโรงแรมจะมีการขยายอีกกว่า 10 แห่ง มุ่งเน้นโรงแรมขนาดกลาง 2-3 ดาว ขนาด 150-200 ห้องมูลค่าโรงแรมแห่งละ 200-300 ล้านบาท ซึ่งจะเลือกพื้นที่ธุรกิจมากกว่ารองรับแหล่งท่องเที่ยว โดยปี 2557 คาดว่าจะเปิดได้ประมาณ 3 แห่ง
ส่วนอาคารสำนักงานจะขยายเพิ่มอีกมากกว่า 4 แห่ง มูลค่า 200 ล้านบาทต่อโครงการ ขณะที่คอนโดมิเนียมจะขยายเพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่สร้างไปแล้ว 3,600 ยูนิต มูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท ดังนั้นมูลค่าคอนโดมิเนียมในปีหน้าจะอยู่ที่ 8,000-10,000 ล้านบาท